7 สเต็ป จิบเบียร์ ขั้นเทพ

จิบเบียร์

จิบเบียร์ ยังไง ให้เหมือนมืออาชีพ เราหลายคนดื่มเบียร์ เรารู้ว่าเบียร์แต่ละตัวอร่อยหรือไม่อร่อยอย่างไร แต่เราเห็นนักดื่มเบียร์บางคนสามารถดื่มเบียร์แล้ววิเคราะห์ได้ถึงรสชาติที่แตกต่างหลากหลาย บางคนสามารถที่จะดื่มเบียร์ IPA แล้วบอกได้ว่าเบียร์ตัวนั้นมีรสของขนมสายไหมสีชมพู หรือมีกลิ่นของมะม่วงอยู่ในปาก หรือบางคนอาจได้กลิ่นมอลต์เป็นกลิ่นขนมปังอบใหม่ ๆ ซึ่งการที่เราจะดื่มเบียร์หนึ่งตัวแล้วได้กลิ่นหรือรสมากมายถึงขนาดนี้จำเป็นที่จะต้องฝึกฝน

ก็เหมือนกับหลายอย่าง การทำให้ลิ้นของเรารับรสได้มากมายจำเป็นที่ต้องฝึกฝน ในที่นี้ฝึกฝนโดยการลองดื่มเบียร์ที่มีความหลากหลายชนิด (แต่ไม่ใช่ในครั้งเดียวนะ) ไม่ว่ายังไงเรื่องนี้ก็ต้องอาศัยเวลา ลองจิบเบียร์ที่มีความหลากหลายดู แล้วลองใช้ทริคเหล่านี้ในการจำแนกรสชาติของเบียร์แต่ละรส และนี่คือ 7 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณชิมเบียร์ได้แบบมืออาชีพ

จิบเบียร์ ขั้นแรก เริ่มจากปรับอุณหภูมิเบียร์ให้อุ่นลงเสียก่อน

แน่นอนว่าการดื่มเบียร์เย็นฉ่ำในวันที่อากาศร้อนเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่สุดยอด แต่เบียร์เย็น ๆ นั้นอาจทำให้ต่อมรับรสของเราผิดพลาดได้ มันทำให้ยากต่อการรับรสชาติที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของเบียร์แต่ละชนิดที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้นก่อนที่เราจะชิมเบียร์ ให้นำเบียร์เหล่านั้นออกมาจากตู้เย็นและปล่อยให้อุณหภูมิของมาลงสักเล็กน้อย ที่อุณหภูมิห้องกำลังดี

เบียร์ลาเกอร์และไลท์เอลล์ที่มีความเบานั้น เราสามารถที่จะดื่มในอุณหภูมิที่ค่อนข้างเย็นได้ แต่เบียร์ที่มีความซับซ้อนมากกว่านั้น เช่น เบียร์ Saison (เบียร์ที่ต้มดื่มกันเองในครอบครัว) หรือเบียร์ IPA นั้นจำเป็นที่จะต้องทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย โดยเบียร์แต่ละตัวก็จะใช้อุณหภูมิที่แตกต่างกัน และระยะเวลาเมื่อนำออกมาจากตู้เย็นที่แตกต่างกัน โดยนานที่สุดควรจะทิ้งไว้นอกตู้เย็นคือ 15 นาที เช่น เบียร์ IPA, Saison, Quadrupel, เบียร์สเตาท์และพอร์เตอร์หนัก ๆ ระยะกลาง 10 นาที เช่น Pale Ale, Amber Ale, Bitter, Brown Ale, Tripel, เบียร์เสตาท์และพอร์เตอร์ทั่วไป และทิ้งไว้เพียง 5 นาทีได้แก่ Light lager, Wheat Ale, European lager, Blonde และ Session Ale

จิบเบียร์ 2

เลือกสไตล์เบียร์ที่เราชอบอย่างเจาะจง

ผู้เชี่ยวชาญด้านเบียร์หลายคนนั้นไม่ได้เชี่ยวชาญเบียร์ไปเสียทั้งหมด การฝึกฝนให้ชำนาญในเรื่องของเบียร์ทุกตัวในโลกเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย ซึ่งทั้งโลกมีเบียร์อยู่เกือบ 100 ประเภทที่มีความแตกต่างกัน และก็ไม่มีแนวโน้มที่จะหยุดลงแค่นี้ โลกแห่งเบียร์ยังจะกว้างขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ดังนั้น อย่างแรกที่เราต้องทำคือการศึกษาพื้นฐานของเบียร์โดยรวมเสียก่อน จากนั้นลองศึกษาเกี่ยวกับสไตล์แต่ละสไตล์ และรสชาติซึ่งเป็นคีย์หลักของเบียร์สไตล์นั้น ๆ

ลองเลือกเบียร์มาสัก 1 สไตล์ที่ถูกใจเรา แล้วชิมเบียร์สไตล์เดียวกันนี้ให้หลากหลายตัว ลองเปรียบเทียบและสังเกตสิ่งที่เราชอบในเบียร์แต่ละตัวที่อยู่ในสไตล์นี้ ลองชิมเบียร์ลาเกอร์จากสีอ่อนไปหาสีเข้มดู ตั้งแต่ Pale Lager หรือ Light Lager, Pilsner, Amber หรือ Red Lager และ DarkLlager ลองสังเกตความแตกต่างของฮอปในเบียร์แต่ละชนิด ตั้งแต่รสชาติของฮอปอ่อน ๆ ไปจนถึงรสชาติฮอปที่เข้มข้น ตั้งแต่ Session Ale, Pale Ale, IPA และ Imperial IPA หรือคุณอาจลองสังเกตความเป็นมอลต์ในเบียร์แต่ละตัว สัมผัสถึงกลิ่นและรสชาติของมอลต์จากเบาบางที่สุดไปหาเข้มข้นที่สุด Cream Ale, Amber หรือ Red Ale, Brown Ale และ Stout หรือ Porter สุดท้ายให้ลองดื่มเบียร์ที่มีความคลาสสิกของทางทั้งเบลเยี่ยมและเยอรมันดู โดยลองลิ้มรสจากเบียร์ที่มีรสชาติอ่อนที่สุดไปถึงเข้มที่สุด Radler, Hefeweizen, Witbier และ Trappist หรือ Belgian Golden Strong Ale

ใช้แก้วเสมอ

การเทเบียร์ของเราลงในแก้วนั้นจะช่วยเพิ่มรสชาติ กลิ่น ด้วยการทำให้เกิดฟองเบียร์ ฟองเบียร์ที่ลอยอยู่ข้างบนนี้เองทำหน้าที่ไม่ให้กลิ่นออกไปสู่ภายนอก อีกทั้งยังทำให้เบียร์มีความสดอยู่ตลอดด้วย เรามักจะเคยได้ยินวิธีการเทเบียร์แบบเพอร์เฟกต์ คือการให้เราเอียงแก้วทำมุม 45 องศา แล้วให้เทเบียร์ลงด้านข้างของแก้วจนถึงประมาณ 1 ใน 4  จากนั้นค่อย ๆ ตั้งแก้วให้ตรงแล้วเทส่วนที่เหลือ การชิมเบียร์ไม่เหมือนกับการดื่มเบียร์ ดังนั้นเทเบียร์เพียงครึ่งแก้ว เพื่อให้เราสามารถที่จะได้ควงแก้วเบียร์และดมกลิ่นของเบียร์ได้อย่างเต็มที่

แก้ว 2 ทรงที่เหมาะสมแก่การนำมาชิมเบียร์เป็นอย่างมาก นั่นคือแก้วทรงทิวลิปและแก้วเทกุ แก้วทั้งสองถูกออกแบบมาเพื่อให้เราได้กลิ่นของเบียร์อย่างเต็มที่ และทำให้เบียร์ออกมารสชาติเข้มข้นที่สุด แต่หากบ้านใครชอบเก็บสะสมเครื่องแก้ว การมีแก้วทุกแบบสำหรับเบียร์แต่ละชนิดก็ไม่เลวเลย

วิธีการสูดกลิ่นเบียร์

ทันทีที่เราเทเบียร์ลงในแก้ว กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์กลิ่นแรกของเบียร์จะโผล่ขึ้นมาจากแก้วทันที แต่กลิ่นเสริมหรือรายละเอียดอื่น ๆ จำเป็นที่จะต้องตั้งใจเพื่อให้ได้กลิ่นออกมา ขั้นแรกให้เราสูดกลิ่นสั้น ๆ 2 ครั้ง จากนั้นใช้มือป้องปากแก้ว แล้วลองหมุนเบียร์เบา ๆ สักเล็กน้อย ลองหายใจเข้าลึก ๆ นานขึ้นสักครั้ง แล้วลองพยายามอธิบายกลิ่นที่เราได้ ลองอธิบายดูว่ากลิ่นนี้ทำให้เรานึกถึงอาหารชนิดใด ผลไม้ ดอกไม้ หรือสถานที่ใด หรืออาจเป็นอะไรที่มีความละเอียดอ่อนกว่านั้นก็ได้

นี่คือตัวอย่างของกลิ่นที่เราจะได้จากเบียร์ตัวหนึ่ง จากทั้งของรสชาติและกลิ่นของฮอป เราอาจได้กลิ่นมอลต์ เช่น กลิ่นแครกเกอร์, แป้งขนมปัง, บิสกิต, ขนมปังปิ้ง, คาราเมล, ลูกอมท๊อฟฟี่, ช็อคโกแลต หรือกาแฟ ส่วนกลิ่นของฮอปที่เราอาจได้ เช่น สมุนไพร หญ้า ดอกไม้ ส้ม ผลไม้เมืองร้อน สโตนฟรุต (จำพวกพีชหรือมะม่วง) รวมไปถึงแบล็คเคอแรนท์

อาจจะดูแปลกไปสักนิด แต่ให้เราลองฝึกดวงกลิ่นของสิ่งรอบตัวดูให้มากที่สุด อย่างเช่นกลิ่นหญ้าที่ตัดสด ๆ ไปจนถึงกลิ่นของขนมปังปิ้งที่เพิ่งออกมาจากเตา วิธีการเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจกลิ่นรอบตัวและมีประสบการณ์กับกลิ่นต่าง ๆ มากขึ้น เมื่อเราได้กลิ่นนี้จากเบียร์ของเรา เราจะได้สามารถอธิบายมันได้

จิบเบียร์ 3

สังเกตลักษณะของเบียร์

นอกจากใช้จมูกดมกลิ่นแล้ว ลองใช้ตาในการสังเกตดู ลองยกแก้วเบียร์ของเราให้สูงขึ้น ลองสังเกตสีของเบียร์ตัวนั้น บางตัวอาจมีสีทอง สีอำพัน สีน้ำตาลหรือสีดำ สังเกตความขุ่นของเบียร์เรา เบียร์บางตัวมีความใส แต่เบียร์บางตัวกลับมีความขุ่นจนแสงไม่สามารถส่องผ่านได้ สีของเบียร์แต่ละสีนั้นสามารถบ่งบอกได้ถึงมอลต์และส่วนผสมอื่น ๆ ที่รวมอยู่ในเบียร์ตัวนั้นด้วย

ค่อย ๆ จิบทีละน้อย

เหมือนกับการชิมไวน์หรือการชิมเหล้า การชิมเบียร์ในครั้งแรก ให้เบียร์ทำหน้าที่เคลือบลิ้นและล้างปากเรา สังเกตถึงความขมและความหวานของเบียร์แต่ละตัว หาเบียร์ตัวนั้นมีความเป็นกรด เบียร์จะมีรสเปรี้ยว แล้วลองเปรียบเทียบรสชาติโดยรวมของเบียร์ตัวนั้นเมื่อเทียบกับกลิ่นของเบียร์

เนื้อสัมผัสของเบียร์ตัวนั้นเป็นอย่างไร เคล็ดลับง่ายที่สุดให้ลองเปรียบเทียบกับการกินนม เบียร์ตัวนั้นที่เรากินเรารู้สึกเหมือนเรากำลังกินนมจืด หรือบางตัวมีสัมผัสหนักแน่นเหมือนกับเรากินนมข้นจืด หรือบางตัวอาจหนักจนถึงขั้นเป็นครีมเลยก็ได้ นอกจากนี้ให้เราลองสังเกตฟองเบียร์ดู ฟองเบียร์ตัวนั้นมีความนุ่มนวลหรือแข็งกระด้าง สุดท้ายให้ลองสังเกตรสชาติที่ได้หลังจากเรากลืนลงไปแล้ว (หรือ aftertaste) รสชาติของเบียร์ตัวนั้นหายไปเลยหรือยังคงติดอยู่ในปากของเรา

ฝึกฝนเรื่อย ๆ

เมื่อเราเริ่มคุ้นเคยกับสไตล์เบียร์ที่เราชอบแล้ว บวกกับความเข้าใจพื้นฐานในการชิมเบียร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดมกลิ่น การสังเกตเบียร์ และรสสัมผัสของเบียร์ เราจะเริ่มเข้าใจเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเบียร์ของเรา คราวนี้ให้เราลองเบียร์ที่มีความหลากหลายสไตล์มากขึ้น ยิ่งเราลองเบียร์ได้หลากหลายมากเท่าไร โลกแห่งเบียร์ของเราก็จะกว้างใหญ่มากขึ้นเท่านั้น 

เครดิตภาพ

https://www.pjponline.com/

https://vinepair.com/

https://www.istockphoto.com/

บทความที่อาจสนใจ 6 มิกเซอร์ ที่ดีที่สุดสำหรับเหล้าวิสกี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

สีของเบียร์ กำลังบอกอะไรกับเรา

สีของเบียร์ นั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลากหลายสี มีตั้งแต่สีทองอ่อนสวยงามไปจนถึงสีดำสนิท และสีของเบียร์เหล่านี้สามารถบ่งบอกถึงรสชาติและคาแรกเตอร์ของเบียร์นั้นได้ แต่สีต่าง ๆ ของเบียร์ที่มีตั้งแต่สีอ่อนไปจนถึงสีเข้มสามารถที่จะบอกอะไรกับเราได้อีก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักสีของเบียร์ต่าง ๆ สีของเบียร์ กับมอลต์ที่ใช้ มอลต์เป็นส่วนผสมหลักอย่างหนึ่งของเบียร์ สีของเบียร์ที่ปรากฏจะสามารถบอกถึงมอลต์ที่ใช้ได้ มอลต์ 2

ไวน์ทำอาหาร การใช้ไวน์ประเภทต่าง ๆ ประกอบอาหาร

ไวน์ทำอาหาร มีดีไม่ใช้แค่วงเหล้าเท่านั้น นอกจากไวน์จะเป็นเครื่องดื่มที่เราดื่มกันในการสังสรรค์ เข้าสังคม จรรโลงตนเอง หรือดื่มคู่กับมื้ออาหารแล้ว อีกหนึ่งประโยชน์ของไวน์ก็คือ การใช้ในการทำอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรืออาหารหวาน ถึงแม้ว่าเมนูบ้านเราจะไม่มีไวน์มากนัก แต่เมนูฝรั่งนั้นไวน์เป็นวัตถุดิบสำคัญมากเลยทีเดียว อันที่จริงลองดัดแปลงใส่ไวน์ในเมนูอาหารของเราบ้างก็ดูน่าสนใจดี ไวน์ทำให้อาหารหลายอย่างดูมีมิติ และมีรสชาติที่ซับซ้อนหาตัวจับยากมากขึ้น รสชาติอาหารของเราจะดูแพงขึ้นมากเลยทีเดียว

วิธีการดื่มวิสกี้ ให้ซึมซับรสได้ดีที่สุด

วิธีการดื่มวิสกี้ มีอะไรที่ควรรู้ วิสกี้ดี ๆ สักแก้วเหมาะกับวันที่ดีเป็นอย่างมาก หลายคนมีวิธีการดื่มวิสกี้ที่แตกต่างกันออกไป แต่ไหน ๆ แล้ว การได้ดื่มวิสกี้ดี ๆ แล้วได้ซึมซับรสชาติของวิสกี้ตัวนั้น ดึงศักยภาพของเหล้าออกมาได้สูงที่สุดย่อมเป็นความสุขอย่างแท้จริง วันนี้จะมาแนะวิธีดื่มวิสกี้แบบเดิม ๆ

มอลต์ วัตถุดิบสำคัญในการทำเบียร์

มอลต์ เป็นเสมือนวัตถุดิบสำคัญอย่างหนึ่งในการทำเบียร์ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของรสชาติแห่งความลึกลับและซับซ้อนในเบียร์เลยก็ว่าได้ เป็นพื้นฐานของความหวานละมุนและกลิ่นอันชวนฝันที่คุณแสวงหา มอลต์เป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก เมื่อเทียบกับวัตถุดิบในการทำเบียร์อื่น ๆ อย่าง ฮอป และมอลต์เองก็เป็นหนึ่งในสี่วัตถุดิบพื้นฐานในการทำเบียร์ได้แก่ น้ำ ยีสต์ ฮอป และมอลต์นั่นเอง แท้จริงแล้ววัตถุดิบชนิดนี้มีความสำคัญต่อเบียร์อย่างมาก หากที่เป็นวงดนตรีก็เรียกได้ว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับเบส