ประวัติศาสตร์ เบียร์ ต้นกำเนิดแห่งรสชาติ

ประวัติศาสตร์เบียร์ เป็นมายังไง รสชาติแห่งความนุ่มนวลล้ำลึกได้เดินทางผ่านกาลเวลาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยเริ่มต้นยุคเมโสโปเตเมีย จนมาสิ้นสุดในปัจจุบัน เคยมีเรื่องเล่าถึงกาลครั้งหนึ่งเมื่อหลายพันปีก่อน เมื่อมีคนทิ้งแป้งขนมปังไว้ในโถที่มีน้ำ และแล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น

นี่คือทฤษฎีแรกที่ว่าด้วยเรื่องต้นกำเนิดของเบียร์ และเรื่องราวก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ตรงนั้น ในปัจจุบันได้มีเบียร์ออกมามากมายหลายรูปแบบ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่เราจะมองย้อนไปถึงอดีตและต้นกำเนิดของเครื่องดื่มที่แสนอร่อยชนิดนี้ เรื่องราวของเบียร์ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจซึ่งมีประวัติยาวนานมากว่าหลายพันปี แต่เครื่องดื่มชนิดนี้ยังเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ว่าจะเป็นราชินีจนถึงประชาชนชั้นกรรมาชีพ ทุกคนต่างรักรสชาติของเบียร์ ประวัติศาสตร์โลกของเราจะน่าเบื่อขึ้นมากหากไม่มีเครื่องดื่มชนิดนี้อยู่ในเรื่อง และนี่คือเรื่องราวของเบียร์ 

ประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่ม

ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์มนุษย์ ย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน ผู้คนเริ่มรู้จักที่จะนำธัญพืชมาหมักเพื่อเป็นเครื่องดื่มในอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อนชื้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเกือบทุกที่ทั่วมุมโลกในสถานที่แตกต่างกัน มีทฤษฎีที่ว่ามนุษย์ยุคก่อนถึงกับมีการทำเกษตรกรรมเพียงเพื่อที่จะนำมาทำเครื่องดื่มโดยเฉพาะเลยทีเดียว

แต่กระบวนการกลั่นเบียร์อย่างจริงจังเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกที่ตอนใต้ของเมโสโปเตเมีย อยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส (ซึ่งในปัจจุบันเป็นประเทศอิรัก) ชาวสุเมเรียนโบราณได้ทำการต้มเบียร์จากข้าวบาร์เลย์ ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “kas” เมื่อประมาณ 5000 ปีก่อน เครื่องดื่มชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขอบคุณเทพธิดา Ninkasi เรื่องราวนี้ถูกกล่าวและถูกเล่าในมหากาพย์ Gilgamesh วรรณกรรมชิ้นแรกสุดชิ้นหนึ่งของโลก 

ชาวกรีกและชาวโรมันไม่ใช่คอเบียร์ แต่ชาวอียิปต์นั้นคือคอเบียร์ที่แท้จริง เรียกได้ว่าเบียร์เป็นเครื่องดื่มประจำวัน เพราะในยุคนั้นการดื่มเบียร์นั้นปลอดภัยกว่าการดื่มน้ำในเรื่องของสุขอนามัย ชาวอียิปต์ทุกคนกินเบียร์ตั้งแต่ชาวนาไปจนถึงฟาโรห์ เหมือนกับชาวเมโสโปเตเมีย ชาวอียิปต์นั้นจะดื่มกินเบียร์พร้อมกันในโถใบใหญ่โดยใช้หลอดยาว ถึงขนาดว่ามีเบียร์ในสุสานที่ยิ่งใหญ่ เพื่อใช้สำหรับการดื่มกินในชีวิตหลังความตายเลยทีเดียว

แต่ด้วยไม่ได้มีเทคโนโลยีและความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากนัก การที่เบียร์สัมผัสกับอากาศทำให้เกิดการออกซิไดซ์และทำให้เบียร์นั้นเน่าเสีย ดังนั้นจึงไม่อาจเรียกได้ว่าเบียร์สมัยโบราณเป็นเบียร์ที่แท้จริง แต่แล้วก็ได้เกิดการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ

ประวัติศาสตร์เบียร์  2

สู่ยุคกลาง

จากอียิปต์เราเดินทางไปที่ยุโรป ที่ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดและบรรพบุรุษของเบียร์ทั่วโลก การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกในศตวรรษที่ 5 ชาวเซลติก เยอรมัน และชาวยุโรปอีกมากมายที่ได้มีการดื่มกินเครื่องดื่มชนิดนี้มาแล้วอย่างยาวนานนับพันปี ในที่สุดก็ได้ยกระดับให้เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งทวีปยุโรป

ในช่วงยุคกลางนั้น การทําเบียร์เป็นเหมือนกิจกรรมครอบครัว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะทำโดยผู้หญิง บางครอบครัวซึ่งเป็นชนชั้นสูงถึงกับมีการจ้าง “ale wife” ขึ้นมาเพื่อต้มเบียร์โดยเฉพาะ ยังมีการต้มเบียร์กันในหมู่นักบวช ซึ่งในปัจจุบันเราก็ยังเห็นนักบวชต้มเบียร์กันอยู่ เบียร์ในยุคนี้จะมีรสเข้ม มีรสมอลต์ และมีสีอ่อน เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่วนเวียนอยู่ในยุโรปและอยู่อย่างนั้นจนถึงช่วงศตวรรษที่ 16 ในที่สุดก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยการนำเบียร์เข้ามาสู่อังกฤษ 

เอลล์แบบดั้งเดิมนั้นจะปรุงด้วยเครื่องเทศที่มีชื่อเรียกว่า “gruit” ซึ่งจะประกอบไปด้วย yarrow, juniper, bog myrtle และเครื่องปรุงอื่น ๆ มากมาย แน่นอนว่าฮอปก็เป็นส่วนสำคัญของเบียร์ ซึ่งจะทำให้เบียร์นั้นมีความเก่าแบบคลาสสิกและเพิ่มความหวาน ฮอปยังเป็นสารกันบูดตามธรรมชาติ ซึ่งจะทำหน้าที่คงความสดของเบียร์ให้นานขึ้นอีกด้วย

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

และแล้วก็ถึงยุคที่ทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ แนวคิดและเทคนิคใหม่ ๆ ต่างหลั่งไหลมาสู่โลกแห่งเบียร์ รูปแบบการทำเบียร์ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และได้มีการใช้ประโยชน์จากวิธีการทางอุตสาหกรรม เบียร์ได้กลายมาเป็นผลผลิตเชิงพาณิชย์อย่างรวดเร็ว และแล้วก็ถึงการมาถึงของ London Porter เบียร์ที่มีความเข้มและความหวาน ซึ่งเบียร์ตัวนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 18

ในไม่ช้าก็ได้เกิดเทคโนโลยีเตาเผาขึ้น (เป็นการให้ความร้อนอย่างช้า ๆ) ซึ่งได้มีการพัฒนาขึ้นครั้งแรกในอังกฤษ ทำให้เกิดการทำเบียร์ตัวใหม่ขึ้น ซึ่งทำมาจากข้าวบาร์เลย์ที่ผ่านการคั่วด้วยไฟอ่อน ซึ่งทำให้กระบวนการผลิตเบียร์มีความหลากหลายมากขึ้น รสชาติของเบียร์ที่ได้จะมีความกรอบ ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่ในสมัยนั้นมาก

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังคงได้พัฒนาเบียร์เอลล์และลาเกอร์มาอย่างต่อเนื่อง และแล้วในช่วงปี 1862 Louis Pasteur ได้ทำการคิดค้นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้ผลิตเบียร์สามารถที่จะกำจัดจุลินทรีย์ในเบียร์ทิ้งได้ นั่นคือวิธีการพาสเจอไรซ์ ซึ่งทำให้ยีสต์แข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้เบียร์ที่ได้มีรสชาติที่อร่อยเพิ่มขึ้นไปอีก

ย้อนไปสักนิด ในปี 1842 ผู้ผลิตเบียร์ชื่อ Josef Groll ได้ผลิตเบียร์ตัวใหม่ให้กับเมือง Plzen สาธารณรัฐ Czech เป็นเบียร์ที่มีความสดชื่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ปัจจุบันเราเรียกเบียร์ตัวนี้ว่า “พิลส์เนอร์” ด้วยการประดิษฐ์ตู้เย็นเย็นขึ้นในปี 1870 ซึ่งก่อนหน้านี้กระบวนการหมักบ่มเบียร์จะใช้วิธีการนำน้ำแข็งก้อนใหญ่เข้าไปไว้ในห้องใต้ดินหรือในถ้ำ เพื่อทำการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมในการหมักบ่ม แต่เมื่อเทคโนโลยีนี้มาถึงก็ทำให้ผู้คนค้นพบวิธีการสร้างทองคำเหลวเหล่านี้เพิ่มขึ้น หรือก็คือค้นพบวิธีการทำเบียร์ที่หลากหลายและง่ายดายขึ้นนั่นเอง 

ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีจะก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา แต่สำหรับวิวัฒนาการของเบียร์แล้ว นั่นทำให้ในกระบวนการผลิตเบียร์มีความสะอาดมากขึ้น และรสชาติเบียร์ที่ได้ก็มีความสม่ำเสมอขึ้นด้วย 

ประวัติศาสตร์เบียร์

ไม่ว่า ประวัติศาสตร์เบียร์ จะเป็นอย่างไร เบียร์ก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ถึงแม้ว่าเบียร์จะเป็นเครื่องดื่มที่ผู้คนดื่มกันมาอย่างยาวนาน แต่หากจะกล่าวกันจริง ๆ เบียร์ก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีทั้งผู้ที่ชื่นชอบในรสชาติและกลิ่นของเบียร์ ไปจนกระทั่งผู้ที่ไม่ชอบเสียจนต่อต้าน ในบางพื้นที่หรือบางประเทศในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20  เบียร์เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ถึงอย่างนั้นในที่สุดในปี 1927 ก็ได้มีการถือกำเนิดร้านเบียร์แห่งแรกของโลกที่ Ontario, Canada

ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงที่เบียร์ต้องรักษามาตรฐาน ผู้บริโภคต้องการรสชาติของเบียร์ที่คงที่ จนถึงช่วงประมาณปี 1980 เป็นต้นไป เป็นช่วงที่ผู้คนใฝ่ฝันที่จะดื่มเบียร์ทั้งเอลล์และลาเกอร์ที่มีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป ยุคแห่งเบียร์ทดลองจึงได้เริ่มขึ้น และเป็นยุคแห่งความหลากหลายมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทุกวันนี้ ได้มีนวัตกรรมมากมายหลากหลายในการทำเบียร์ เรามีทั้งรสชาติที่หลากหลายและสไตล์มากมายที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ถึงจะบอกแบบนั้น เบียร์ในปัจจุบันยังคงเหมือนเบียร์ในอดีต ซึ่งเบียร์ยังคงทำหน้าที่ให้เราผ่อนคลายจากการทำงานอะเหนื่อยล้า เหมือนกับเบียร์ที่เหล่าชนชั้นกรรมาชีพชาวสุเมเรียนได้ดื่มกินกันในยุคเมโสโปเตเมีย หรือคุณอาจดื่มบราวน์เอลล์แบบเดียวกับที่กวีเอกของโลกอย่างเช็คสเปียร์ดื่ม

เรื่องราวอันแสนยิ่งใหญ่ของเบียร์นั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ผ่านทางรสชาติและกลิ่นที่นุ่มลึก มันบ่งบอกถึงความเป็นมาอันยาวนานนี้ และเรื่องราวก่อนจะมาเป็นเบียร์ให้เราได้ดื่มกินกันในปัจจุบัน ดังนั้นอยากให้คุณลองดื่มเบียร์ที่มีความหลากหลาย อย่าหยุดอยู่แค่เบียร์ตัวเดียว เดี๋ยวนี้ในบ้ารเราก็สามารถหาเบียร์นอกกินได้ง่าย ๆ หรือจะเป็นคราฟต์เบียร์แบบต่าง ๆ ก็ได้ ไม่แน่คุณอาจจะได้พบเจอกับรสชาติที่คุณถวิลหามานานก็เป็นได้ 

รู้ไว้ใช่ว่า เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “เบียร์”

เรื่องของเบียร์นั้นมีอะไรหลายอย่างที่น่ารู้อยู่มาก วันนี้ผมจะมานำเสนอเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเบียร์ที่เราควรรู้ไว้ในฐานะนักดื่ม

เบียร์ 3

เบียร์เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานมานับพันปี หลายครั้งเราดื่มเบียร์เพื่อดับกระหาย เบียร์ยังเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารชั้นยอดของเรา อีกทั้งยังเหมาะสมที่จะใช้ในงานเฉลิมฉลองที่สำคัญ ดังนั้นจึงน่าสนใจหากเราจะรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเบียร์บ้าง ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ฝ่ายหลายคนไม่เคยรู้มาก่อน และต่อไปนี้คือข้อมูล ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเบียร์ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ชื่นชอบและรักในการดื่ม

จริงอยู่ที่เบียร์อาจจะใช้วัตถุดิบหลายอย่างเป็นวัตถุดิบหลักได้ อย่างข้าวสาลีหรือข้าวสาร แต่ส่วนใหญ่จะใช้ข้าวบาร์เลย์ในการเป็นวัตถุดิบหลัก หรือใช้ข้าวบาร์เลย์เป็นมอลต์ โดยการให้ความร้อน นั่นจะทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติเป็นน้ำตาลเกิดขึ้น แล้วจึงนำไปหมักต่อไป

ยิ่งทำการหมักข้าวบาร์เลย์นานเท่าไหร่ ทั้งสีและรสชาติก็จะมีความเข้มขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งคือช่วงเวลาในการคั่ว ยิ่งเบียร์ดำที่ใช้เวลาคั่วมอลต์ที่ค่อนข้างนาน จะทำให้เบียร์มีความเข้มมากขึ้น อย่างเช่นเบียร์สเตาท์และเบียร์พอร์เตอร์ที่ทำการคั่วมอลต์ในเวลาที่ค่อนข้างนานจนเป็นสีดำ เวลาดื่มเบียร์นั้นเข้าไปจะมีกลิ่นและรสชาติของการคั่วนี้ ซึ่งทำให้เบียร์ตัวนั้นเป็นเอกลักษณ์และมีความอร่อยมากขึ้น

ยีสต์เป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีผลกระทบต่อแอลกอฮอล์ในเบียร์ของเรา ในกระบวนการแรก ๆ ของการทำเบียร์นั้น น้ำมอลต์ที่ได้จากกระบวนการแรกจะมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่ เราเรียกน้ำนี้ว่า “น้ำ wort” ยีสต์จะทำหน้าที่กินน้ำตาลในน้ำ wort แล้วเปลี่ยนไปเป็นแอลกอฮอล์และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นี่เองทำให้เบียร์ของเรามีฟองที่สวยงาม

อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรรู้จักคือดอกฮอป ดอกสีเขียวตูมที่ทำหน้าที่เป็นสารกันบูดตามธรรมชาติ ในกระบวนการทําเบียร์เราใช้ฮอปในการเพิ่มรสชาติและเพิ่มความขมเล็กน้อยให้กับเบียร์ของเรา อีกทั้งยังเพิ่มกลิ่นที่หอมละมุนอีกด้วย ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นตอนท้าย ๆ ของการผลิต ทำให้กลิ่นและรสยังคงอยู่ในเบียร์ที่เสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว รสชาติและกลิ่นก็ขึ้นอยู่กับความหลากหลายของฮอป และมีหลายโทนให้เราเลือกมากมาย ทั้งโทนเปรี้ยวแบบ fruity, โทนแบบดอกไม้หรือ floral และที่ส่วนตัวชอบที่สุด จะเป็นโทนผลไม้เมืองร้อนซึ่งมีกลิ่นที่หอมหวานเป็นอย่างมาก

เบียร์ 2

หากจะกล่าวถึงระดับความขมในเบียร์ บางครั้งเราจะเห็นอักษรย่อ “IBU” บนฉลากที่ทางผู้ผลิตเบียร์เขียนไว้ ซึ่งย่อมาจาก International Bitterness Units ยิ่งเบียร์ตัวนั้นมีค่า IBU มากเท่าไหร่ แสดงว่าเบียดตัวนั้นก็ยิ่งมีความขม เบียร์ส่วนใหญ่แล้วจะมีค่า IBU อยู่ที่ 20 IBU (ซึ่งแทบจะไม่มีความขมเลย) และค่า 50 IBU (ซึ่งค่อนข้างขม) เบียร์ IPA บางตัวมีค่า IBU มากกว่า 70 IBU ซึ่งค่อนข้างขมเลยทีเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นคอเบียร์ IPA ที่อยากซึมซับรสชาติแบบเต็ม ๆ ทางทฤษฎีแล้ว ค่าตัวเลข IBU สามารถที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้วลิ้นของเราสามารถรับความขมได้ถึงประมาณ 100 IBU เท่านั้นหรือไม่

การจับคู่เบียร์กับอาหารต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่มนุษย์เราดื่มคู่กับอาหารมาเป็นช่วงเวลาหลายพันปี เพราะคนสมัยก่อนพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า สองสิ่งนี้เข้ากันได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ปัจจัยของเบียร์ที่ส่งผลต่ออาหารมีอยู่หลายอย่างมากมาย ตัวอย่างเช่น คาร์บอนไดออกไซด์ในฟองเบียร์นั้นจะช่วยเสริมรสชาติของอาหาร อีกทั้งยังทำหน้าที่เคลียลิ้นของเราจากไขมันและเกลือด้วย ฮอปที่มีรสขมยังช่วยเสริมรสชาติของอาหารรสเผ็ดอีกด้วย

ในเบียร์มีแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นธาตุเหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม และซิลิกอน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกายหลายอย่างอีกด้วย

เบียร์บางตัวจะมีตะกอนสีขาวขุ่นรออยู่ด้านล่าง เป็นตะกอนที่หลงเหลือจากกระบวนการผลิตเบียร์ สิ่งนี้คือยีสต์ คนที่ดื่มเบียร์บางคนเลือกที่จะนำยีสต์ส่วนนั้นทิ้งไป แต่คอเบียร์บางคน (รวมถึงผมด้วย) มองว่า ตรงนี้แหละที่เป็นส่วนที่อร่อยที่สุดของเบียร์ หากใครไม่เคยลองการลองดูสักครั้งอาจจะชอบก็ได้

เบียร์จำนวนมากมักจะอร่อยที่สุดเมื่อเสิร์ฟในอุณหภูมิที่เย็น ดังนั้นอุณหภูมิในตู้เย็นที่เก็บเบียร์ของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็มีเบียร์บางชนิดที่จะให้รสชาติที่อร่อยที่สุดหากเก็บในอุณหภูมิที่สูงขึ้นมาสักนิด หรือเย็นน้อยกว่าในตู้เย็นหน่อย ตัวอย่างเช่น เบียร์เอลล์สไตล์อังกฤษและเบลเยียม ที่จะอร่อยที่สุดหากเสิร์ฟในอุณหภูมิ 7 ถึง 11 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิเท่านี้เราเรียกกันว่า  “cellar temperature” หรือ “อุณหภูมิห้องใต้ดิน” เราจะได้รสสัมผัสของผลไม้ สมุนไพร หรือรสชาติแฝงอื่นในเบียร์มากขึ้นหากเสิร์ฟในอุณหภูมิที่เหมาะสม

การทําเบียร์จะไม่เหมือนกับการทำเหล้าหรือการทำไวน์ ที่เหล้าหรือไวน์บางตัวจำเป็นที่จะต้องผลิตในสถานที่เฉพาะ หรือในเมืองเฉพาะ ที่ให้ผลผลิตได้แค่ในภูมิภาคนั้น หรือสงวนชื่อไว้ให้แค่เหล้าหรือไวน์ที่ผลิตในภูมิภาคของตนเอง เพียงแค่ใช้วัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิตเบียร์ตัวนั้น ๆ ก็สามารถที่จะผลิตเบียร์ตัวนั้นออกมาได้แล้ว อย่างเช่นหากคุณอยากได้เบียร์สเตาท์ ไม่ว่าคุณจะทำการผลิตเบียร์ตัวนี้ที่ไหน หากวัตถุดิบและรสชาติเป็นอย่างเบียร์สเตาท์ ก็ถือว่าเบียร์ตัวนั้นเป็นเบียร์สเตาท์

เบียร์ 1

เราควรจะตั้งขวดเบียร์ไว้ตรง ๆ เสมอ หากเราวางขวดเบียร์นอนไว้จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “yeast ring” ขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเบียร์ของเราอย่างแน่นอน และให้แน่ใจว่าเราเก็บเบียร์ไว้อุณหภูมิที่เย็นและมืด ทางที่ดีควรจะบริโภคเบียร์นั้นภายในไม่เกิน 3 เดือน ถึงแม้ว่าเบียร์บางตัวอาจจะอยู่ได้นานกว่านั้น แต่การบริโภคเบียร์ให้เร็วที่สุดจะให้รสชาติและกลิ่นได้เต็มที่ที่สุด

การผลิตเบียร์ทั่วโลก (ในปี 2017)  มีสูงถึง 19 พันล้านลิตร ซึ่งหากนำเบียร์เหล่านั้นมาใส่ในอ่างอาบน้ำ จะใส่ได้มากถึง 1 พันล้านอ่างเลยทีเดียว ซึ่งมีปริมาณที่เยอะมาก แสดงให้เห็นว่า เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นที่นิยมขนาดไหน ไม่ว่าจะยุคไหน ๆ ก็ตาม

เครดิตภาพ

https://www.shutterstock.com/

https://www.shutterstock.com/

http://www.kophistory.org

บทความที่อาจสนใจ ถังบ่ม กับความสำคัญใน กระบวนการผลิตเหล้า

Leave a Reply

Your email address will not be published.

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

สีของเบียร์ กำลังบอกอะไรกับเรา

สีของเบียร์ นั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลากหลายสี มีตั้งแต่สีทองอ่อนสวยงามไปจนถึงสีดำสนิท และสีของเบียร์เหล่านี้สามารถบ่งบอกถึงรสชาติและคาแรกเตอร์ของเบียร์นั้นได้ แต่สีต่าง ๆ ของเบียร์ที่มีตั้งแต่สีอ่อนไปจนถึงสีเข้มสามารถที่จะบอกอะไรกับเราได้อีก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักสีของเบียร์ต่าง ๆ สีของเบียร์ กับมอลต์ที่ใช้ มอลต์เป็นส่วนผสมหลักอย่างหนึ่งของเบียร์ สีของเบียร์ที่ปรากฏจะสามารถบอกถึงมอลต์ที่ใช้ได้ มอลต์ 2

ไวน์ทำอาหาร การใช้ไวน์ประเภทต่าง ๆ ประกอบอาหาร

ไวน์ทำอาหาร มีดีไม่ใช้แค่วงเหล้าเท่านั้น นอกจากไวน์จะเป็นเครื่องดื่มที่เราดื่มกันในการสังสรรค์ เข้าสังคม จรรโลงตนเอง หรือดื่มคู่กับมื้ออาหารแล้ว อีกหนึ่งประโยชน์ของไวน์ก็คือ การใช้ในการทำอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรืออาหารหวาน ถึงแม้ว่าเมนูบ้านเราจะไม่มีไวน์มากนัก แต่เมนูฝรั่งนั้นไวน์เป็นวัตถุดิบสำคัญมากเลยทีเดียว อันที่จริงลองดัดแปลงใส่ไวน์ในเมนูอาหารของเราบ้างก็ดูน่าสนใจดี ไวน์ทำให้อาหารหลายอย่างดูมีมิติ และมีรสชาติที่ซับซ้อนหาตัวจับยากมากขึ้น รสชาติอาหารของเราจะดูแพงขึ้นมากเลยทีเดียว

วิธีการดื่มวิสกี้ ให้ซึมซับรสได้ดีที่สุด

วิธีการดื่มวิสกี้ มีอะไรที่ควรรู้ วิสกี้ดี ๆ สักแก้วเหมาะกับวันที่ดีเป็นอย่างมาก หลายคนมีวิธีการดื่มวิสกี้ที่แตกต่างกันออกไป แต่ไหน ๆ แล้ว การได้ดื่มวิสกี้ดี ๆ แล้วได้ซึมซับรสชาติของวิสกี้ตัวนั้น ดึงศักยภาพของเหล้าออกมาได้สูงที่สุดย่อมเป็นความสุขอย่างแท้จริง วันนี้จะมาแนะวิธีดื่มวิสกี้แบบเดิม ๆ

มอลต์ วัตถุดิบสำคัญในการทำเบียร์

มอลต์ เป็นเสมือนวัตถุดิบสำคัญอย่างหนึ่งในการทำเบียร์ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของรสชาติแห่งความลึกลับและซับซ้อนในเบียร์เลยก็ว่าได้ เป็นพื้นฐานของความหวานละมุนและกลิ่นอันชวนฝันที่คุณแสวงหา มอลต์เป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก เมื่อเทียบกับวัตถุดิบในการทำเบียร์อื่น ๆ อย่าง ฮอป และมอลต์เองก็เป็นหนึ่งในสี่วัตถุดิบพื้นฐานในการทำเบียร์ได้แก่ น้ำ ยีสต์ ฮอป และมอลต์นั่นเอง แท้จริงแล้ววัตถุดิบชนิดนี้มีความสำคัญต่อเบียร์อย่างมาก หากที่เป็นวงดนตรีก็เรียกได้ว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับเบส