เบียร์ ศาสตร์ 101 ประเภทและความแตกต่างของเบียร์

เบียร์ 4

เบียร์ เครื่องดื่มมีฟองผู้มีมนต์เสน่ โลกแห่งเบียร์นั้นแท้จริงแล้วมีความหลากหลายสูงมาก นอกเหนือจากเบียร์ที่เป็นเจ้าตลาดของบ้านเราที่มีมากกว่าหลายสิบเจ้าแล้ว ยังมีเบียร์อื่น ๆ หลากหลายแบรนด์ทั่วโลกกว่า 800 แบรนด์ ยิ่งในปัจจุบันเบียร์นอกสามารถหากินได้อย่างง่ายดาย แต่เบียร์แต่ละแบรนด์ แต่ละชนิด ก็มีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราที่เป็นผู้ดื่มจำเป็นที่จะต้องรู้จักเบียร์เหล่านั้นให้มากขึ้น เพื่อที่จะสามารถดื่มด่ำอรรถรสแห่งเบียร์นั้นอย่างถูกต้อง และทำให้เบียร์นั้นอร่อยมากที่สุด วันนี้ผมจะพามารู้จักเบียร์แต่ละชนิด แต่ละประเภท และความแตกต่างของเบียร์เหล่านั้น

เบียร์ 1

อย่างที่เรารู้ว่าวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการทำเบียร์ออกมามีอยู่ 4 อย่าง นั่นคือ น้ำ เป็นวัตถุดิบที่มีอัตราส่วนมากที่สุดในกระบวนการผลิต และมีความสำคัญอย่างมากในการทำเบียร์ อย่างที่สองคือมอลต์ เบียร์ของเราจะออกมารสชาติเป็นอย่างไร มีบอดี้หนักหรือเบา สีเข้มหรืออ่อน ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับมอลต์ อย่างที่สามคือดอกฮอป ดอกไม้เล็ก ๆ แต่เป็นส่วนสำคัญอย่างมากในกระบวนการผลิต ฮอปจะเป็นตัวเสริมรสชาติ และให้กลิ่นซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ของเบียร์แต่ละชนิด หรือแต่ละตัว อย่างสุดท้ายคือยีสต์ ซึ่งมีหน้าที่แปลงน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และทำให้เกิดการคายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กลายมาเป็นฟองอย่างที่เราเห็นกัน

ลาเกอร์ (Lager)

เบียร์ 3

ความแตกต่างของประเภทเบียร์นั้นขึ้นอยู่กับยีสต์ การหมักเบียร์ลาเกอร์นั้น ยีสต์นอนก้นที่บริเวณก้นถังหมัก (เรียกว่า bottom-fermented beer) และจะถูกหมักที่อุณหภูมิเย็นจัด ไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส ใช้เวลาหมักประมาณ 4 สัปดาห์ ทำให้เบียร์ค่อนข้างมีสีใส เจ้าตลาดยักษ์ใหญ่บ้านเราส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเบียร์ลาเกอร์ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม เนื่องจากเบียร์ชนิดนี้เหมาะที่จะเอาไว้ดื่มคลายร้อน และทำให้สดชื่น 

Pale lager

เป็นเบียร์ที่คนส่วนใหญ่มักจะชอบ มีความสดชื่น บอดี้ค่อนข้างบางเบา ไม่ได้ใส่ดอกฮอปมากนัก เนื่องจากเป็นเบียร์ที่มีความกลาง ๆ ดังนั้นจึงสามารถจับคู่กินกับอาหารได้หลายอย่าง

Pilsner

เป็นเบียร์ที่มีสีอ่อน แต่รสชาติชัดเจน ถูกคิดค้นขึ้นในยุโรปศตวรรษที่ 19 และได้รับความนิยมอย่างสูง ผู้คนนิยมดื่มเพื่อดับกระหาย สีของ Pilsner จะมีสีทองใส เข้ากันได้ดีกับอาหารหลายอย่าง โดยเฉพาะของทอด หรืออาหารผัดต่าง ๆ

Amber & Red Lager

เบียร์ชนิดนี้ผลิตโดยการใช้มอลต์ข้าวบาร์เลย์มาคู่กันจนมีสีน้ำตาล นั่นทำให้เบียร์ชนิดนี้จะมีสีเข้มกว่าเบียร์ลาเกอร์ทั่วไป และนับว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกใหม่เช่นกัน เบียร์ชนิดนี้จะมีสีเหลืองอำพันหรือสีแดงตามชื่อ แต่รสชาติยังคงความเบาและแห้ง ถึงอย่างนั้นก็ชัดเจน มีกลิ่นออกไปทางคาราเมล หรือขนมปังปิ้ง ซึ่งเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของเบียร์ชนิดนี้ สามารถจับคู่กินได้กับอาหารเม็กซิกันอย่างทาโก้

Dark Lager

หรือภาษาเยอรมันเรียกว่า “Dunkel” เบียร์ตัวนี้เป็นเบียร์ลาเกอร์ที่ค่อนข้างมีเสน่ห์ เบียร์สีเข้มที่ได้จากการนำมอลต์ไปคั่วในเวลาค่อนข้างนาน ดังนั้นกลิ่นที่ได้จะเป็นกลิ่นกาแฟ ช็อคโกแลต หรือคาราเมลไหม้เล็ก ๆ ถึงจะมีสีเข้มแต่ก็มีรสชาติที่ไม่ได้แรงมากนัก มีความซับซ้อนในรสชาติ เมื่อดื่มไปมีความสดชื่น อาหารที่กินกับ Dark Lager แล้วเหมาะสมที่สุดจะเป็นประเภทอาหารย่าง หรือรมควัน เช่น ปลาย่าง

เอลล์ (Ale)

เบียร์ 5

มาถึงเบียร์ที่เต็มไปด้วยรสชาติและความหลากหลาย เอลล์นั้นมีความแตกต่างจากลาเกอร์ ตรงที่ใช้ยีสต์ลอยหน้า ยีสต์ที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นด้านบนสุดของถังหมัก (เรียกว่า top-fermented beer) ชอบอุณหภูมิที่ต่ำกว่าลาเกอร์ อยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส ใช้เวลาหมักสั้นกว่า อยู่ที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เบียร์ที่ได้จะมีสีเข้มและขุ่นกว่า รสชาติที่ได้ก็จะจัดจ้านกว่าและหลากหลายกว่าด้วย 

เอลล์เรียกได้ว่าเป็นรสชาติของโลกแห่งเบียร์อย่างแท้จริง ทั้งเรื่องยีสต์ที่ใช้หมักที่มีความแตกต่างกันหลายร้อยชนิด ดอกฮอปหลายสายพันธุ์ที่ก็มีความแตกต่างเช่นกัน รวมถึงวัตถุดิบเสริมที่อาจใส่ลงไปในเบียร์ชนิดนี้ด้วย มีตั้งแต่รสชาติและกลิ่นแบบผลไม้ที่บางเบา จนไปถึงรสชาติที่หนักแน่นแบบกาแฟเลยทีเดียว

เบียร์ 2

Cream Ale

เป็นเบียร์ที่มีรสอ่อนและไม่ขมจนเกินไป มีสีซีดเป็นครีม จนบางครั้งเกือบจะดูเหมือนลาเกอร์ ควรจับคู่กินกับอาหารรสอ่อน อย่างสลัดต่าง ๆ

Pale Ale

มีชื่อเรียกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Blonde Ale, Golden Ale และมีแตกต่างกันมากมายหลายสไตล์ English-style Pale Ale จะใช้มอลต์ที่มีกลิ่นไปทางเอิร์ธโทน, American-style Pale Ale (หรือ APA) จะมีกลิ่นฮอปที่รุนแรง บางตัวจะมีกลิ่นซิตรัสค่อนข้างหนัก (ไปทางส้ม-มะนาว) Belgian-style Pale Ale ออกรสหวานและใช้ฮอปน้อย บางครั้งก็จะมีกลิ่นของเครื่องเทศ สิ่งที่เบียร์ Pale Ale ทั้งสามตัวนี้มีเหมือนกัน คือสมดุลของรสชาติ และความหลากหลายอันยอดเยี่ยม สามารถจับคู่กับอาหารได้หลากหลาย ออกไปมื้อหลัก อย่างพวกแฮมเบอร์เกอร์

Amber & Red Ale

เป็นเบียร์ที่เข้มข้นกว่า Pale Ale ทั้งเรื่องของสี บอดี้ และรสชาติ Amber Ale และ Red Ale นั้นจะมีรสชาติและกลิ่นไปทางคาราเมล ผลไม้แห้ง บางตัวอาจมีกลิ่นของกาแฟเล็กน้อย มีอีกแบบคือ Belgian-style Red Ale ที่รสชาติจะออกไปทางเปรี้ยว สามารถกินคู่กับถั่วต่าง ๆ หรืออาหารย่าง อาหารที่ใช้เวลาในการสุกช้า สามารถกินคู่กับเบียร์ประเภทนี้ได้

India Pale Ale (IPA)

สำหรับผม IPA เป็นตัวที่ส่วนตัวชอบมาก หากใครชอบเบียร์ที่มีความขม คุณก็น่าจะชอบตัวนี้เหมือนกัน IPA นั้นมีต้นกำเนิดในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 19 เบียร์ชนิดนี้จำเป็นต้องทำให้รสชาติหนักแน่นและใส่ดอกฮอปมากกว่า Pale Ale ปกติ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เวลานานในการขนส่งเบียร์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอินเดีย รสชาติและกลิ่นของผลไม้ที่หนักแน่นของ IPA นี้ ทำให้เบียร์ชนิดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะกินคู่กับอาหารมื้อหนัก อาหารที่มีไขมันสูง รสชาติเผ็ดร้อน หรืออาจจะกินคู่กับผลไม้ก็ได้

Dark Ale

เบียร์ดำที่มีหลากหลายสไตล์ English-style จะมีรสหวานและรสของมอลต์ที่ชัดเจน Belgian-style จะมีความแห้งกว่า และอาจมีรสของผลไม้แทรกมาบ้าง แต่ไม่ว่าจะของตัวไหนก็จะมีกลิ่นของคาราเมลเล็ก ๆ หรือเครื่องเทศ หรือผลไม้รสหวานอย่างลูกเกด เบียร์ชนิดนี้ยังคงกินคู่กับเนื้อย่าง หรืออาหารประเภทย่างอื่น ๆ

Brown Ale

เป็นเบียร์ของอังกฤษที่มีรสชาติหวานและมีกลิ่นของถั่ว เรียกอีกชื่อว่า Nut Brown Ale ตรงตามชื่อ เบียร์ชนิดนี้จะมีสีออกน้ำตาล สามารถจับคู่กินกับของหวาน หรืออาหารที่มีรสจัดได้ทุกประเภท

Wheat Beer

มาถึงเบียร์สุดโปรดอีกหนึ่งตัวของใครหลายคน เบียร์ชนิดนี้มีหลายชื่อเรียกตามแต่ละประเทศ คนเยอรมันเรียกเบียร์ชนิดนี้ว่า Hefeweizen, เบลเยียมเรียก Wtibier หรือ Blanches เป็นเบียร์ที่ส่วนผสมหลักคือข้าวสาลี ดังนั้นจึงทำให้ฟองเบียร์นุ่ม เนื้อสัมผัสของเบียร์ที่บางเบา รสชาติเบียร์ออกหวาน Wheat Beer บางตัวจะมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เพิ่มเข้ามา อย่างกลิ่นกล้วย หรือหมากฝรั่ง เบียร์ชนิดนี้มีด้วยกันหลายสี ตั้งแต่สีเหลืองจ้างสวยงามไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม กินคู่กับผลไม้ หรือสลัดผลไม้จะเหมาะที่สุด

Belgian-style Ale

เบียร์ของเบลเยี่ยมมีสไตล์ที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง เบลเยียมเป็นประเทศเล็ก ๆ ในยุโรป แต่ถึงอย่างนั้นประเทศนี้ก็มีเบียร์มากมายหลากหลายรูปแบบ เบียร์ Amber & Red Ale ที่รสชาติออกเปรี้ยว ไปจนถึงเบียร์ Pale Ale ที่มีความหวานและบางเบา เบียร์ของเบลเยี่ยมนั้นถูกพัฒนาขึ้นมาจากเหล่านักบุญ จนถึงปัจจุบันเบียร์เบลเยี่ยมได้ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเบียร์ชั้นยอดของโลก

Stout & Porter

เบียร์ 6

ถึงแม้ว่าเบียร์ดำสองชนิดนี้ทางเทคนิคแล้วจะเป็น Ale แต่ในความเป็นจริงเบียร์สองชนิดนี้ควรแยกออกจาก Ale ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีความชัดเจน รสชาติและกลิ่นของกาแฟคั่วเข้มหรือช็อกโกแลต บางตัวมีเอกลักษณ์อยู่ที่ความหวาน บางตัวเป็นความขมที่ไม่มากนัก เหมาะสมอย่างยิ่งกับการกินอาหารในช่วงอากาศหนาว หรือบางคนยังกินกับอาหารย่างต่าง ๆ ด้วย

  • Oatmeal Stout & Porter: เบียร์ชนิดนี้ทำจากข้าวโอ๊ต มีบอดี้ที่เข้มข้น หนักแน่น แต่ก็ยังคงความเนียนนุ่มอยู่ มีกลิ่นของถั่ว และมีความเป็นเอิร์ธโทนอยู่ คู่อาหารที่ลงตัวคืออาหารทะเลสด ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการปรุงมากนัก
  • Imperial Stout & Porter: เบียร์ชนิดนี้มีชื่อเรียกอีกสองชื่อ “Russian Imperial Stout” และ “Baltic Porter” เบียร์ชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นในอังกฤษช่วงปลายศตวรรษที่ 18  เพื่อที่จะขนส่งข้ามทะเลบอลติก คำว่า Imperial หมายถึงจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งเบียร์ชนิดนี้เป็นที่ชื่นชอบของจักรพรรดินีนาถเยกาเจรีนาที่ 2 ของรัสเซีย (Catherine the Great) เบียร์ชนิดนี้มีบอดี้ที่ค่อนข้างหนัก และรสชาติเข้มข้น เหมาะสมที่จะกินกับของหวานรสเข้ม อย่างเค้กช็อกโกแลต

เบียร์ชนิดพิเศษ

เบียร์ 7

เบียร์ชนิดพิเศษนี้เป็นการนำเบียร์ลาเกอร์หรือเอลล์มาดัดแปลง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์และรสชาติที่แตกต่างจากเดิม

Fruit beer

เบียร์ผลไม้ การใส่ผลไม้ลงไปในกระบวนการผลิตทำให้เกิดรสชาติใหม่ เบียร์กับผลไม้ก็เป็นสิ่งที่เข้ากันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกมากเท่าไหร่นัก ผลไม้ที่นิยมนำมาใช้ เช่น มะนาว สตอเบอรี่ หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่าง ๆ เบียร์ที่ได้ก็จะเป็นรสหวาน ส่วนใหญ่เบียร์ประเภทนี้นิยมนำมาทำขนม

Radler

เป็นการนำเบียร์ส่วนหนึ่งไปผสมกับน้ำผลไม้ อย่างน้ำส้มคั้น หรือน้ำมะนาว คำว่า Radler หมายถึง “นักปั่นจักรยาน” ในภาษาเยอรมัน มีความเชื่อว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาจากเหล่านักปั่นจักรยานเพื่อใช้ในการดับกระหาย

Honey beer

เบียร์น้ำผึ้งนี้สีจะออกทองแดง จะมีความนุ่ม บางเบา และรสชาติคาราเมล เบียร์ชนิดนี้ใส่น้ำผึ้งลงไปด้วย นั่นทำให้จะได้กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้ง

เครดิตภาพ

https://abcblogs.abc.es/

https://vinepair.com/

https://packagingoftheworld.com/

https://beerandbrewing.com/make-your-best-fruit-beer/

บทความที่อาจสนใจ โซจู เครื่องดื่มยอดฮิตของโอปป้า

Leave a Reply

Your email address will not be published.

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

สีของเบียร์ กำลังบอกอะไรกับเรา

สีของเบียร์ นั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลากหลายสี มีตั้งแต่สีทองอ่อนสวยงามไปจนถึงสีดำสนิท และสีของเบียร์เหล่านี้สามารถบ่งบอกถึงรสชาติและคาแรกเตอร์ของเบียร์นั้นได้ แต่สีต่าง ๆ ของเบียร์ที่มีตั้งแต่สีอ่อนไปจนถึงสีเข้มสามารถที่จะบอกอะไรกับเราได้อีก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักสีของเบียร์ต่าง ๆ สีของเบียร์ กับมอลต์ที่ใช้ มอลต์เป็นส่วนผสมหลักอย่างหนึ่งของเบียร์ สีของเบียร์ที่ปรากฏจะสามารถบอกถึงมอลต์ที่ใช้ได้ มอลต์ 2

ไวน์ทำอาหาร การใช้ไวน์ประเภทต่าง ๆ ประกอบอาหาร

ไวน์ทำอาหาร มีดีไม่ใช้แค่วงเหล้าเท่านั้น นอกจากไวน์จะเป็นเครื่องดื่มที่เราดื่มกันในการสังสรรค์ เข้าสังคม จรรโลงตนเอง หรือดื่มคู่กับมื้ออาหารแล้ว อีกหนึ่งประโยชน์ของไวน์ก็คือ การใช้ในการทำอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรืออาหารหวาน ถึงแม้ว่าเมนูบ้านเราจะไม่มีไวน์มากนัก แต่เมนูฝรั่งนั้นไวน์เป็นวัตถุดิบสำคัญมากเลยทีเดียว อันที่จริงลองดัดแปลงใส่ไวน์ในเมนูอาหารของเราบ้างก็ดูน่าสนใจดี ไวน์ทำให้อาหารหลายอย่างดูมีมิติ และมีรสชาติที่ซับซ้อนหาตัวจับยากมากขึ้น รสชาติอาหารของเราจะดูแพงขึ้นมากเลยทีเดียว

วิธีการดื่มวิสกี้ ให้ซึมซับรสได้ดีที่สุด

วิธีการดื่มวิสกี้ มีอะไรที่ควรรู้ วิสกี้ดี ๆ สักแก้วเหมาะกับวันที่ดีเป็นอย่างมาก หลายคนมีวิธีการดื่มวิสกี้ที่แตกต่างกันออกไป แต่ไหน ๆ แล้ว การได้ดื่มวิสกี้ดี ๆ แล้วได้ซึมซับรสชาติของวิสกี้ตัวนั้น ดึงศักยภาพของเหล้าออกมาได้สูงที่สุดย่อมเป็นความสุขอย่างแท้จริง วันนี้จะมาแนะวิธีดื่มวิสกี้แบบเดิม ๆ

มอลต์ วัตถุดิบสำคัญในการทำเบียร์

มอลต์ เป็นเสมือนวัตถุดิบสำคัญอย่างหนึ่งในการทำเบียร์ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของรสชาติแห่งความลึกลับและซับซ้อนในเบียร์เลยก็ว่าได้ เป็นพื้นฐานของความหวานละมุนและกลิ่นอันชวนฝันที่คุณแสวงหา มอลต์เป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก เมื่อเทียบกับวัตถุดิบในการทำเบียร์อื่น ๆ อย่าง ฮอป และมอลต์เองก็เป็นหนึ่งในสี่วัตถุดิบพื้นฐานในการทำเบียร์ได้แก่ น้ำ ยีสต์ ฮอป และมอลต์นั่นเอง แท้จริงแล้ววัตถุดิบชนิดนี้มีความสำคัญต่อเบียร์อย่างมาก หากที่เป็นวงดนตรีก็เรียกได้ว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับเบส