ไวน์ ศาสตร์ วิธีจำแนกไวน์ประเภทต่าง ๆ

ไวน์ เครื่องดื่มสุดหรู มันล้ำลึกยังไง ทุกครั้งที่เราสั่งไวน์ดื่มนั้น เรามักจะพบกับชื่อยาก ๆ มากมาย บางครั้งก็สั่งถูกสั่งผิด ไม่รู้ว่าไวน์ชนิดไหนเรียกว่าอะไร หรือควรดื่มไวน์นั้นคู่กับอาหารชนิดไหนดี แท้จริงแล้วการทำความรู้จักไวน์แต่ละชนิดนั้นไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด ประเภทใหญ่ ๆ ของไวน์ทั้งหมดนั้นมีด้วยกันเพียงแค่ 9 แบบเท่านั้น และแต่ละประเภทก็มีความเป็นตัวเองชัดเจน

ไวน์ 9 ประเภทหลัก

การเรียกชื่อไวน์แต่ละชื่อนั้นสามารถเรียกได้ 2 แบบหลัก ๆ แบบแรกคือจะเรียกตามลักษณะ วิธีการ และวัตถุดิบ เรียกได้ว่ามีความหลากหลายอย่างมาก อย่างเช่น Sauvignon Blanc หรือ Syrah อีกแบบคือการเรียกชื่อตามภูมิภาคหรือเมืองที่ผลิตไวน์นั้น ๆ อย่าง Barossa หรือ Bordeaux ซึ่งจำเป็นจะต้องอาศัยความรู้หรือทักษะไวน์ขั้นพื้นฐาน แต่ประเภทใหญ่ ๆ ของไวน์นั้นไม่ได้ยากขนาดนั้น เราสามารถจำแนกไวน์ต่าง ๆ ออกมาด้วยกันถึง 9 แบบ ซึ่งเมื่อรู้สิ่งนี้แล้ว จะเป็นการเบิกทางเพื่อให้เราได้เรียนรู้ถึงพันธุ์ขององุ่นที่ใช้ทำไวน์ต่าง ๆ รวมถึงภูมิภาคที่ทำไวน์นั้น ๆ 

ไวน์ 9 ประเภทได้แก่

  • Full-Bodied Red Wines
  • Medium-Bodied Red Wines
  • Light-Bodied Red Wines
  • Rosé Wines
  • Full-Bodied White Wines
  • Light-Bodied White Wines
  • Aromatic White Wines
  • Dessert & Fortified Wines
  • Champagne & Sparkling Wines

Full-Bodied หรือ Rich Red Wines

ไวน์ประเภท Full-Bodied มักจะมีปริมาณแทนนินที่ค่อนข้างสูง (สารที่ทำให้ไวน์หรือชามีรสขม) ปริมาณของแอลกอฮอล์ก็จะสูงไปด้วย และจะมีรสของผลไม้สีเข้ม อย่างแบล็คเคอแรนท์ ไวน์ชนิดนี้จะมีเม็ดสี (pigment) ในปริมาณมาก นั่นทำให้ไวน์มีสาร anthocyanin สูงตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ในแง่ของรสชาติ ไวน์ชนิดนี้เป็นไวน์กลุ่มใหญ่ และมีสเปกตรัมของรสชาติที่กว้างที่สุด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไวน์รสแรง ดังนั้นจึงสามารถกินคู่ได้กับอาหารที่มีรสจัดใกล้เคียงกับตัวไวน์ โดยปกติจะเสิร์ฟไวน์ประเภทนี้ในแก้วขนาดใหญ่

ตัวอย่างไวน์ Full-Bodied หรือ Rich Red Wines ได้แก่ Syrah, Cabernet Sauvignon, Monastrell, Malbec, Montepulciano, Aglianico, Dolcetto, Petite Sirah, Nebbiolo, Tempranillo, Nero d’Avola, Sagrantino และ Tannat เสิร์ฟที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 17-21 องศาเซลเซียส สามารถกินคู่กับอาหารจำพวกบาร์บีคิว อาหารเม็กซิกัน อาหารรมควัน สเต๊ก เอาเป็นว่าอาหารหนักหลายชนิด

Medium-Bodied หรือ Textured Red Wines

ไวน์ที่อยู่ตรงกลางของความเข้มและความอ่อนคือไวน์ประเภทนี้ เป็นไวน์ที่สามารถกินได้กับอาหารมากที่สุด มีความหลากหลายมากที่สุด ไวน์สุดคลาสสิกของประเภทนี้เช่น Sangiovese และ Merlot ไวน์ประเภทนี้มีบางชนิดที่มีสูตรและวิธีการทำเหมือนกัน แต่ผลิตต่างที่กันก็สามารถเปลี่ยนรสชาติได้ อย่างเช่น Merlot จะปลูกองุ่นโดยใช้ดินจากเนินเขา Spring Mountain ใน Napa Valley ซึ่งจะทำให้องุ่นมีแทนนินสูงและมีรสชาติเข้มข้น ในขณะที่ Merlot ที่ทำจากองุ่นที่ปลูกที่หุบเขาใน Lombardy ประเทศอิตาลีจะทำให้มีแทนนินน้อยลง กลิ่นผลไม้ก็จะมีความอ่อนลง เป็นกลิ่นผลไม้สีแดงอ่อน

ตัวอย่างไวน์ Medium-Bodied หรือ Textured Red Wines ได้แก่ Sangiovese, Zinfandel, Grenache, Merlot, Negroamaro, Barbera, Cabernet Franc, Valpolicella Wines, GSM blends (อย่างพวก Côtes du Rhône) มักเสิร์ฟที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 17-21 องศาเซลเซียส จับคู่กินกับอาหารได้หลากหลาย จำพวกพิซซ่า ลาซานญ่า อาหารรสจัด ซุปผักต่าง ๆ และอีกมากมายเลย

Light-Bodied Red Wines

เป็นไวน์แดงที่มีเนื้อที่บางเบาและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ มีรสชาตินุ่มละมุน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มในวันเบา ๆ ไม่ได้ต้องการเมาหัวทิ่ม เหมาะกับทั้งคอไวน์ที่ดื่มมานานและนักสะสมไวน์ ไปจนถึงผู้เริ่มต้นดื่มไวน์ด้วย เนื่องจากรสชาติที่ทุกคนหลงรักและเข้าถึงได้ง่าย Light-Bodied Red Wines มีปริมาณแทนนินที่ค่อนข้างน้อย แอลกอฮอล์ในไวน์ชนิดนี้ก็จะน้อยตามไปด้วย จะมีกลิ่นและรสของผลไม้สีแดง โดยปกติจะเสิร์ฟในแก้วไวน์ทรงกลม fish bowl wine glass เพื่อให้ได้กลิ่นที่ชัดเจนของไวน์

ตัวอย่างไวน์ Light-Bodied Red Wines ได้แก่ Pinot Noir, Cinsault, Gamay, Ciliegiolo, Freisa, Schiava และ Brachetto เสิร์ฟที่อุณหภูมิค่อนข้างเย็นสักนิด ที่ 12-19 องศาเซลเซียส เข้ากันได้ดีกับอาหารจำพวก Risotto พาสต้าครีมต่าง ๆ หรืออาหารประเภทครีม

Rosé Wines

ไวน์โรเซ่เป็นไวน์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างไวน์ขาวและไวน์แดง แต่มีความโน้มเอียงไปทางไวน์ขาวเสียมากกว่า โดยทั่วไปไวน์ประเภทนี้จะทำการเสิร์ฟแบบแช่เย็น ส่วนใหญ่ไวน์ประเภทนี้จะผลิตแถวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เกาะแถบเมดิเตอร์เรเนียน ทางชายฝั่งตะวันออกของสเปน และในอิตาลี ราคาของไวน์โรเซ่มีตั้งแต่ถูก ๆ อยู่ที่ 600 กว่าบาทไปจนถึงหลายพันเลยทีเดียว

ตัวอย่างของ Rosé Wines ได้แก่ Garnacha Rosé, Côtes du Rhône Rosé, Provence Rosé, Sangiovese Rosé, Mourvèdre Rosé และ Pinot Noir Rosé โดยปกติจะเสิร์ฟค่อนข้างเย็น อยู่ที่ 12-19 องศาเซลเซียส สามารถกินคู่กับอาหารรสเผ็ด ของทอดต่าง ๆ ไปจนถึงอาหารนานาชาติ อย่างอาหารเม็กซิกัน อาหารตุรกี หรืออาหารกรีก

Full-Bodied หรือ Rich White Wines

ไวน์ชนิดนี้หากลองหลับตากินจะค่อนข้างที่จะแยกได้ยาก มีความคล้ายไวน์แดงอยู่ กรรมวิธีในการผลิตและการดูแลมีความคล้ายไวน์แดงอยู่มาก เพื่อให้ไวน์มีรสชาติที่เข้มข้น และต้องการที่จะให้ไวน์ชนิดนี้มีความเหมือนบางอย่างกับไวน์แดง โดยทั่วไปแล้ว ไวน์ขาวประเภทนี้มักจะหมักในถังไม้โอ๊ค เพื่อเพิ่มให้มีกลิ่นมะพร้าวหรือกลิ่นวนิลลา อีกทั้งยังจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า “Malolactic Fermentation” ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนกรดบางอย่างในไวน์ เพื่อให้ไวน์ตัวนั้นมีรสชาติที่เข้มข้นขึ้น บางตัวใช้เวลาหมักถึง 10 ปีเลยทีเดียว

ตัวอย่างไวน์ Full-Bodied หรือ Rich White Wines ได้แก่ Oaked Chardonnay, Sémillon, Viognier, Marsanne เสิร์ฟที่อุณหภูมิเย็น ประมาณ 7-14 องศาเซลเซียส กินคู่กับพวกปูหรือล็อบสเตอร์ พาสต้าครีมซอส หรือชีสรสอ่อนต่าง ๆ 

Light-Bodied Dry White Wines

ไวน์ชนิดนี้จะมีรสชาติที่มีความหลากหลายในตัวเอง มีความเหมือนเบียร์อยู่ มีความแห้งแบบเบียร์ มักจะใช้เวลาบ่มอยู่ที่ประมาณ 2 ปี เพื่อให้ได้รสของผลไม้ที่กำลังดี มีความสดชื่นและความเปรี้ยว ในบรรดาไวน์ทั้งหมด ไวน์ประเภทนี้จะมีราคาที่คุ้มค่าที่สุด ไม่ถูกหรือแพงจนเกินไป อยู่ที่ประมาณ 200 กว่าบาทขึ้นไปเท่านั้นเอง แต่ตัวแพง ๆ ก็มีอยู่นะครับ

ตัวอย่างไวน์ Light-Bodied Dry White Wines ได้แก่ Albariño, Unoaked Chardonnay, Garganega (หรือ Soave), Grüner Veltliner, Pinot Gris/Pinot Grigio, Sauvignon Blanc, Verdicchio, Verdejo และ Vermentino เสิร์ฟที่อุณหภูมิเย็น อยู่ที่ 7-14 องศาเซลเซียส กินคู่กับอาหารประเภทซีฟู้ด สลัดผัก อาหารผัดต่าง ๆ

Aromatic White Wines

ไวน์ 3

ไวน์ตัวนี้ก็ตรงตามชื่อ มีกลิ่นที่หอมดอกไม้และผลไม้มาก ส่วนใหญ่จะเหลือน้ำตาลจากองุ่นในไวน์ชนิดนี้เพื่อเพิ่มรสชาติให้ไวน์ตัวนี้ และปรับสมดุลความเป็นกรดและความขมในไวน์ (ไม่ใช่เพื่อให้หวานอย่างเดียวนะ) หากไม่มีน้ำตาลในไวน์ตัวนี้ ไวน์จะเป็นกรดและมีรสออกขม ซึ่งไม่ใช่เอกลักษณ์ของ Aromatic White Wines

ตัวอย่างไวน์ Aromatic White Wines ได้แก่ Chenin Blanc, Gewürztraminer, Muscat Blanc (หรือ Moscato), Riesling และ Torrontés เสิร์ฟที่อุณหภูมิเย็น อยู่ที่ 7-14 องศาเซลเซียส กินคู่กับอาหารอินเดีย อาหารไทย เค้ก หรือไอศกรีม

Dessert & Fortified Wines

ไวน์ 2

เพื่อทำให้ยังคงความหวานอยู่ ไวน์ชนิดนี้จึงหยุดหมักก่อนที่ยีสต์จะกินน้ำตาลจนหมด ดังนั้นไวน์ที่ได้จะมีแอลกอฮอล์ต่ำ แต่ก็ได้รับการเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ด้วยบรั่นดีองุ่น (บางตัว) ทำให้แอลกอฮอล์อยู่ที่ 17-20 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง ไวน์ชนิดนี้จึงเหมาะสมที่จะดื่มเพียงเล็กน้อย

ตัวอย่างของไวน์ Dessert & Fortified Wines ได้แก่ Port, Sherry, Madeira, Late Harvest Wines และ Noble Rot Wines เสิร์ฟที่อุณหภูมิใดก็ได้ตามความชอบ เหมาะจะจับคู่กับชีสกลิ่นแรง ๆ คาราเมล เค้ก ช็อกโกแลต และพายผลไม้ต่าง ๆ

Champagne & Sparkling Wines

ไวน์ 1

สิ่งที่ทำให้แชมเปญมีฟองคือวัตถุดิบพิเศษที่เรียกว่า “liqueur de tirage” ซึ่งเป็นเหล้าหวานชนิดหนึ่ง การเพิ่มเหล้าหวานนี้ลงไปทำให้เกิดการหมักอีกรอบในขวด จึงทำให้เกิดฟอง แต่ถึงอย่างนั้นสปาร์กลิงไวน์ทั้งหมดก็ไม่ได้ใส่อะไรเพิ่มลงไป สปาร์กลิงไวน์คุณภาพสูงหน่อยอย่าง Prosecco และ Lambrusco จะใช้วิธีการหมักโดยใช้แรงกดอากาศช่วย แต่ถ้าเกรดถูกหน่อยมักจะอัดลมลงไป มีตั้งแต่สีขาว สีโรเซ่ ไปจนถึงสีแดงก็มี

ตัวอย่างของ Champagne และ Sparkling Wines เช่น Champagne, Cava, Prosecco, Metodo Classico, Sparkling Wine, Sekt และ Lambrusco เสิร์ฟที่อุณหภูมิเย็นจัด ที่ 5-9 องศาเซลเซียส กินคู่กับอาหารพวกเฟรนช์ฟราย สลัด ปลา หอยนางรม หรืออาหารรสเค็ม

เครดิตภาพ

https://www.bostonmagazine.com/

https://winefolly.com/

บทความที่อาจสนใจ Smirnoff Midnight 100 กินง่าย อร่อย แป๊บเดียวก็ไปแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

สีของเบียร์ กำลังบอกอะไรกับเรา

สีของเบียร์ นั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลากหลายสี มีตั้งแต่สีทองอ่อนสวยงามไปจนถึงสีดำสนิท และสีของเบียร์เหล่านี้สามารถบ่งบอกถึงรสชาติและคาแรกเตอร์ของเบียร์นั้นได้ แต่สีต่าง ๆ ของเบียร์ที่มีตั้งแต่สีอ่อนไปจนถึงสีเข้มสามารถที่จะบอกอะไรกับเราได้อีก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักสีของเบียร์ต่าง ๆ สีของเบียร์ กับมอลต์ที่ใช้ มอลต์เป็นส่วนผสมหลักอย่างหนึ่งของเบียร์ สีของเบียร์ที่ปรากฏจะสามารถบอกถึงมอลต์ที่ใช้ได้ มอลต์ 2

ไวน์ทำอาหาร การใช้ไวน์ประเภทต่าง ๆ ประกอบอาหาร

ไวน์ทำอาหาร มีดีไม่ใช้แค่วงเหล้าเท่านั้น นอกจากไวน์จะเป็นเครื่องดื่มที่เราดื่มกันในการสังสรรค์ เข้าสังคม จรรโลงตนเอง หรือดื่มคู่กับมื้ออาหารแล้ว อีกหนึ่งประโยชน์ของไวน์ก็คือ การใช้ในการทำอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรืออาหารหวาน ถึงแม้ว่าเมนูบ้านเราจะไม่มีไวน์มากนัก แต่เมนูฝรั่งนั้นไวน์เป็นวัตถุดิบสำคัญมากเลยทีเดียว อันที่จริงลองดัดแปลงใส่ไวน์ในเมนูอาหารของเราบ้างก็ดูน่าสนใจดี ไวน์ทำให้อาหารหลายอย่างดูมีมิติ และมีรสชาติที่ซับซ้อนหาตัวจับยากมากขึ้น รสชาติอาหารของเราจะดูแพงขึ้นมากเลยทีเดียว

วิธีการดื่มวิสกี้ ให้ซึมซับรสได้ดีที่สุด

วิธีการดื่มวิสกี้ มีอะไรที่ควรรู้ วิสกี้ดี ๆ สักแก้วเหมาะกับวันที่ดีเป็นอย่างมาก หลายคนมีวิธีการดื่มวิสกี้ที่แตกต่างกันออกไป แต่ไหน ๆ แล้ว การได้ดื่มวิสกี้ดี ๆ แล้วได้ซึมซับรสชาติของวิสกี้ตัวนั้น ดึงศักยภาพของเหล้าออกมาได้สูงที่สุดย่อมเป็นความสุขอย่างแท้จริง วันนี้จะมาแนะวิธีดื่มวิสกี้แบบเดิม ๆ

มอลต์ วัตถุดิบสำคัญในการทำเบียร์

มอลต์ เป็นเสมือนวัตถุดิบสำคัญอย่างหนึ่งในการทำเบียร์ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของรสชาติแห่งความลึกลับและซับซ้อนในเบียร์เลยก็ว่าได้ เป็นพื้นฐานของความหวานละมุนและกลิ่นอันชวนฝันที่คุณแสวงหา มอลต์เป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก เมื่อเทียบกับวัตถุดิบในการทำเบียร์อื่น ๆ อย่าง ฮอป และมอลต์เองก็เป็นหนึ่งในสี่วัตถุดิบพื้นฐานในการทำเบียร์ได้แก่ น้ำ ยีสต์ ฮอป และมอลต์นั่นเอง แท้จริงแล้ววัตถุดิบชนิดนี้มีความสำคัญต่อเบียร์อย่างมาก หากที่เป็นวงดนตรีก็เรียกได้ว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับเบส